Dino-Lite Handheld Microscopes
Stereo Microscopes
Biological Microscopes
Material Science Microscopes
Metallurgical Microscopes & Analysis Software
Metal Sample Preparation Machines
Inverted Microscopes
Smartscope (Image Measuring)
Atoms Auto Profile Projector
Mini Hi-Power Microscope
Macro Zoom Microscope
360' Microscopes
Gem Microscopes
Polarizing Microscopes
Capiscopes (nail scope)
Fluorescense Microscopes
DIC Microscopes
Microscope Digital Camera
Light & Accessories
*Measuring Solutions
News & Activities
Service & Support
About us
Contact us

ติดต่อลงโฆษณา

 


จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด 15153 ครั้ง   

เด็กสมาธิสั้น (ไม่) หนักใจอย่างที่คิด


 “ไม่รู้ทำไมลูกดิฉันซน ใจร้อน แถมขี้ลืมเป็นที่หนึ่ง สั่งให้ทำอะไร แป๊บเดียวก็ลืมเสียแล้ว”
       
       
คุณ ๆ ล่ะครับ มีเรื่องกังวลใจอย่างเธอบ้างหรือเปล่า
       
       จริงอยู่ครับอาการเหล่านี้เป็นได้กับเด็กทุกคน แต่... สำหรับรายของน้องต้นนั้น หมอได้ทำการวินิจฉัยแล้ว พบว่าเป็นอาการของโรคสมาธิสั้น อ่านถึงตรงนี้ คุณแม่หลายคนอาจเกิดกังวลว่า เอ๊ะ! ลูกฉันเป็นโรคนี้หรือเปล่านะ ผมขอบอกว่า อย่าเพิ่งทักเอาโรคเข้ามาใส่ตัว ฟังต่อดีกว่าครับ
 รู้จักโรคสมาธิสั้น
       

       โรคสมาธิสั้น เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก (ก่อนอายุ 7 ขวบ) การวิจัยในปัจจุบันพบว่า เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีความบกพร่องหรือมีปริมาณสารเคมีที่สำคัญบางตัว (dopamine, noradrenaline) ในสมองน้อยกว่าเด็กปกติ โดยมีกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่สำคัญ ประมาณ 30 - 40 % ของเด็กสมาธิสั้นจะมีสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้นด้วย หรือมีปัญหาอย่างเดียวกัน ปัจจัยจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการหรือความผิดปกติดีขึ้นหรือแย่ลงแต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก มารดาที่ขาดสารอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือถูกสารพิษบางชนิด (เช่น ตะกั่ว) ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีโอกาสสูงที่ลูกเป็นโรคสมาธิสั้น การวิจัยในปัจจุบันไม่พบว่าการบริโภคน้ำตาลหรือช็อกโกแลตมากเกินไปทำให้เด็กซนมากขึ้น การดูโทรทัศน์หรือเล่นวิดีโอเกมส์มากเกินไปก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นเช่นกัน
       
       แนวโน้มเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นมากขึ้น
       
       จริงๆ โรคสมาธิสั้น ถูกค้นพบมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มครูและผู้ปกครอง เนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยไม่แน่นอน ในปัจจุบันครูและผู้ปกครองมีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ดีขึ้น ประกอบกับแพทย์เริ่มมีการกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยแน่นอนและชัดเจนมากขึ้น ทำให้เด็กที่มีอาการเข้าข่ายโรคสมาธิสั้นถูกค้นพบและได้รับการวินิจฉัยมากขึ้น เลยทำให้ดูเหมือนเป็นการแพร่ระบาดหรือเป็นแฟชั่นของสังคม สภาพสิ่งแวดล้อม สังคม ครอบครัว การเลี้ยงดู และความคาดหวังจากพ่อแม่ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพในอดีตก็มีอิทธิพลต่อจำนวนเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น
       
       โรคสมาธิสั้นนี้พบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในประเทศไทยพบประมาณ 5% ของเด็กในวัยเรียนป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น หมายความว่า ห้องเรียนห้องหนึ่ง ถ้ามีนักเรียนอยู่ประมาณ 50 คน จะมีเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นอยู่ในห้องเรียนประมาณ 2-3 คน
       
       อาการบ่งบอกโรคสมาธิสั้น
       
       1. อาการขาดสมาธิ (attention deficit) เด็กจะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้ความคิด เด็กมักจะแสดงอาการเหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน ทำงานไม่เสร็จ ผลงานมักจะไม่เรียบร้อย ตกๆ หล่นๆ ดูเหมือนสะเพร่า ขาดความรอบคอบ เด็กมักมีลักษณะขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ มีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย เวลาสั่งให้เด็กทำงานอะไร เด็กมักจะลืมทำ หรือทำครึ่งๆ กลางๆ อาการขาดสมาธินี้มักจะมีต่อเนื่อง ติดตัวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่
       
       2. อาการซน (hyperactivity) เด็กจะมีลักษณะซน อยู่ไม่สุข ยุกยิกตลอดเวลา นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดิน หรือขยับตัวไปมา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง พูดมาก พูดไม่หยุด ชอบแกล้งหรือแหย่เด็กอื่น
       
       3. อาการหุนหันพลันแล่น (impulsivity) เด็กจะมีลักษณะวู่วาม ใจร้อน อารมณ์หุนหันพลันแล่น ทำอะไรไปโดยไม่คิดก่อนล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองรถดีๆ ซุ่มซ่าม ทำข้าวของแตกหักเสียหาย เวลาต้องการอะไรก็จะต้องให้ได้ทันที รอคอยอะไรไม่ได้ เวลาอยู่ในห้องเรียนมักจะพูดโพล่งออกมาโดยไม่ขออนุญาตครูก่อน มักตอบคำถามโดยที่ฟังคำถามยังไม่ทันจบ ชอบพูดแทรกเวลาที่คนอื่นกำลังคุยกันอยู่ หรือกระโดดเข้าร่วมวงเล่นกับเด็กคนอื่นโดยไม่ขอก่อน
       
       เด็กบางคนอาจมีอาการซน และหุนหันพลันแล่น วู่วาม เป็นอาการเด่น มักพบได้บ่อยในเด็กผู้ชายมากกว่า แต่เด็กบางคนอาจไม่ซน แต่มีอาการขาดสมาธิเป็นปัญหาหลัก มักพบได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
       
       การวินิจฉัย
       

       แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นได้โดยอาศัยประวัติที่ละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจระบบประสาท และการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด หรือเอกซเรย์สมอง ที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น ในบางกรณี แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจสายตา
       (vision test) การตรวจการได้ยิน (hearing test) การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจเชาวน์ปัญญา (IQ test) และความสามารถทางการเรียน เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคลมชัก ความบกพร่องทางสายตา การได้ยิน หรือภาวะการเรียนบกพร่อง (learning disorder) ออกจากโรคสมาธิสั้น
       
       นอกจากนี้ โรคออทิสติก โรคจิตเภท ภาวะพัฒนาการล่าช้า และโรคทางจิตเวชอื่นๆ ในเด็ก เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า สามารถทำให้เด็กแสดงอาการหรือมีพฤติกรรมคล้ายกับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น
       
       เกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น ที่แพทย์ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นและประกาศใช้โดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (DSM-IV) โดยแบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
       
       ก. อาการขาดสมาธิ (attention deficit) ได้แก่
       
       1. ไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ
       2. ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น
       3. ดูเหมือนไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย
       4. ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดบ่อยๆ
       5. ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
       6. มีปัญหาหรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ
       7. วอกแวกง่าย
       8. ทำของใช้ส่วนตัว หรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับงานหรือการเรียน หายอยู่บ่อยๆ
       9. ขี้ลืมบ่อยๆ
       
       ข. อาการซน อยู่ไม่นิ่ง (hyperactivity) และอาการหุนหันพลันแล่น วู่วาม (impulsivity) ได้แก่
       
       1. ยุกยิก อยู่ไม่สุข
       2. นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อยๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน
       3. ชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่างๆ
       4. พูดมาก พูดไม่หยุด
       5. เล่นเสียงดัง
       6. ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย
       7. ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถามโดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ
       8. รอคอยไม่เป็น
       9. ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่
       
       หากเด็กคนใดมีลักษณะอาการใน ข้อ ก หรือ ข้อ ข รวมกันมากกว่า 6 อาการขึ้นไป เด็กคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น
       
       รักษาเด็กเมื่อเป็นโรคสมาธิสั้น
       

       การรักษาเด็กสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การผสมผสานการรักษาหลายๆ ด้านประกอบกัน
       
       1. การรักษาด้วยยา ซึ่งจะออกฤทธิ์โดย “กระตุ้น” เซลล์สมองให้หลั่งสารเคมีธรรมชาติที่มีน้อยกว่าให้ออกมามากขึ้นในระดับที่เด็กปกติควรจะมี สารเคมีตัวนี้จะช่วยให้เด็กสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น มีสมาธิยาวนานขึ้น และเรียนหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
       
       2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ สำหรับเด็กและครอบครัว เด็กสมาธิสั้นควรมีโอกาสได้คุยกับแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ให้ความรู้ในข้อจำกัดที่ตัวเด็กมี และแนะแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง ในบางรายครอบครัวบำบัดก็มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว ทั้งนี้เพื่อลดความวิตกกังวลและความเครียดของเด็ก
       
       3. การช่วยเหลือทางด้านการเรียน ครูจะเป็นเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาเสมอ ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เด็กจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า (self-esteem) มากขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้น
       ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ หากปล่อยเด็กทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เล็กแล้ว เมื่อโตขึ้นเด็กเหล่านี้จะมีภาวะแทรกซ้อนที่มีผลกระทบในแง่ลบมากมายทั้งต่อตนเองและครอบครัว
       
       มาคุยกับหมอเถอะครับ เพราะการเริ่มต้นที่ดีตั้งแต่เล็กจะนำไปสู่ก้าวต่อไปที่มีคุณค่าของลูกคุณ


แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/
Date : 2006-03-23 11:45:41

ความคิดเห็นที่ 10

เด็กที่เป็นสมาธิสั้นจะเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือเปล่า
Post by : แม่ของลูกสมาธิสั้น
Date : 2008-08-20 20:48:56

ความคิดเห็นที่ 9

อยากรู้ว่าหลานฉันเป็งสมาธิสั้นรึเปล่า
ทำยังงัยดีล่ะ หมอช่วยบอกด้ายไหมคะ
โรงบาลไหนมีหมอเก่งๆ
Post by : เฟิร์น
Date : 2008-07-25 22:00:37

ความคิดเห็นที่ 8

ลืมบอกไปค่ะ ว่าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนะคะ
Post by : ขวัญ
Date : 2008-06-10 13:46:08

ความคิดเห็นที่ 7

ลองไปรักษาที่โรงพยาบาลสราญรมณ์ดูสิคะ มีแผนกเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้นด้วย หลานก็ไปรักษาที่นั่นอยู่ค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่ายคะเพราะใช้ใบส่งตัวไปจากโรงพยาบาลที่บ้าน เสียแต่ค่าเดินทาง ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ แต่ช่วงแรกๆหมอจะนัดบ่อยหน่อยนะคะ คนไปรักษาเยอะมากค่ะ ลองติดต่อไปดูนะคะ
Post by : ขวัญ
Date : 2008-06-10 13:45:33

ความคิดเห็นที่ 6

มีข้อสงสัยเหมือนแม่คนอื่นด้วย
- ลูกชอบลืมของใช้ในการเรียน ยางลบ ดินสอ ไม้บรรทัด หาย
- เวลาอยู่นิ่ง ๆ ชองกัดเล็บของตัวเองกิน ทุกนิ้ว จะสั้น
- ชอบพูดเสียงดัง
อยากได้รับคำแนะนำว่าคุณแม่ต้องทำอย่างไรดี หรือต้องไปปรึกษาหมอ พาลูกไปหาหมอ เพราะว่ามีลูกคนเดียว การรักษา ค่ารักษาแพงไหม
Post by : สุกัญญา อุ่นแก้ว
Date : 2008-03-07 16:25:49

ความคิดเห็นที่ 5

มีข้อสงสัยอยู่ว่าหลานตัวเองจะเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า เพราะว่ามีอาการบางข้อ คือ
1.ขี้ลืม มักลืมว่าบอกให้ทำอะไร หาของไม่เจอ
2.ไม่อยู่นืง นั่งดูโทรทัศน์นาน ๆ ไม่ได้
3.เวลามีฉากที่ตื่นเต้นมักจะไปแอบหลังเสาบ้างหลังคนอื่นบ้างหรือว่างอแงไม่ดูขั้นมาเฉย ๆ
4.ไม่การบ้านได้ ทำถูกทุกข้อ
5.ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นกับผู้ใหญ่
6.จะชอบพูดจาแบบมีหลักการ คิดเกินเด็ก บางครั้งแทบไม่เชื่อว่าเด็กจะคิดได้
7.การเรียนตอนนี้ยังเป็xxติ
กังวลมากค่ะว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า ชอบตอบให้ทีนะค่ะ จะเป็นพระคุณมากเลย

Post by : คุณน้า
Date : 2006-11-06 20:31:46

ความคิดเห็นที่ 4

มีข้อสงสัยอยู่ว่าหลานตัวเองจะเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า เพราะว่ามีอาการบางข้อ คือ
1.ขี้ลืม มักลืมว่าบอกให้ทำอะไร หาของไม่เจอ
2.ไม่อยู่นืง นั่งดูโทรทัศน์นาน ๆ ไม่ได้
3.เวลามีฉากที่ตื่นเต้นมักจะไปแอบหลังเสาบ้างหลังคนอื่นบ้างหรือว่างอแงไม่ดูขั้นมาเฉย ๆ
4.ไม่การบ้านได้ ทำถูกทุกข้อ
5.ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นกับผู้ใหญ่
6.จะชอบพูดจาแบบมีหลักการ คิดเกินเด็ก บางครั้งแทบไม่เชื่อว่าเด็กจะคิดได้
7.การเรียนตอนนี้ยังเป็xxติ
กังวลมากค่ะว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า ชอบตอบให้ทีนะค่ะ จะเป็นพระคุณมากเลย

Post by : คุณน้า
Date : 2006-11-06 20:30:57

ความคิดเห็นที่ 3

ลูกดิฉันก็เป็นเด็กสมาธิสั้น ตอนนี้ส่งเรียนจินตคณิตไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากแค่ไหน ค่าเรียนก็แพง แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
Post by : lek_pt@thaimail.com
Date : 2006-04-16 08:52:28

ความคิดเห็นที่ 2

การคำนวนน้ำหนักมาตรฐาน

ชาย (ส่วนสูง – 100) = น้ำหนักมาตรฐาน
หญิง (ส่วนสูง – 110) = น้ำหนักมาตรฐาน
ถ้ามากกว่ามาตรฐาน 5 กก. ขึ้นไป มีแนวโน้มที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หาก
พฤติกรรมการบริโภค การเคลื่อนไหว การใช้ชีวิต ออกกำลังยังเหมือนเดิม
ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า น้ำหนักจะเป็นเท่าใด?
และหากน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน 10 กก. คุณกำลังมีปัญหาเหล่านี้
ความดัน ไขมันในเลือด เบาหวาน หัวใจ ข้อเสื่อม อัมพฤต อัมพาตฯลฯ
ที่สำคัญสุขภาพจิต บุคคลิกภาพและความทรมานจากการเคลื่อนไหว เหนื่อยง่าย
หากคุณไม่หาทางแก้ไข หรือ แก้ปัญหาด้วยวิธีผิดๆ
เช่นอดอาหาร ใช้ยา ใช้ผลิตภัณฑ์เร่งเผาผลาญ

ถามคุณเองว่า...ทำไมถึงอ้วน? และจะรักษาน้ำหนักให้ดีได้อย่างไร
ถ้าคุณพยายาม และยังค้นหา แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ น้ำหนักก็จะอยู่กับคุณไม่ไปไหนเสียที
ถึงเวลาหรือยัง ที่คุณอยากจะหุ่นดี มีบุคลิกที่ดี มีความมั่นใจ
บริษัทฯของเราแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และไม่กลับมาอ้วนอีก
ด้วยวิธีที่ใช้ได้ผลกับคน 40 ล้านคนทั่วโลก
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานถึง 26 ปี
และกล้ารับประกันผลคืนเงินให้คุณภายใน 30 วัน
ถ้าต้องการแก้ไขอย่างจริงจัง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ฟรี ที่
Click
http://www.shortu.com/wec หรือ http://www.slimslim.notlong.com

ถ้าไม่จริงจังจะแก้ปัญหา กรุณาอย่า click เข้ามาค่ะ จะเสียเวลาทั้ง 2 ฝ่าย
Post by : ปุ๊ย
Date : 2006-04-10 01:04:03

ความคิดเห็นที่ 1

*** <<ไม่ว่าปัจจุบัน คุณจะเป็นใครหรือทำอาชีพอะไร คุณเคยคิดบ้างไหมว่า ???--
ทุกวันนี้คุณทำ ง า น อ ย่ า งหนัก!!!!! แ ต่ ผลตอบแทนที่ได้ ไ ม่ คุ้ ม ค่ า$$$$
งานที่ทำอยู่...ก็น่ า เ บื่ อ ฯฯฯ...ไ ม่ รู้ ว่ า เ จ้ า น า ย จะ รั***ก**หรือไม่
เงินเดือนไม่พอใช้...#######ไม่เคยมีเ งิ น ใ ห้ ใ ช้ ตา ม ส บ าย@@@
อยากเปลี่ยนงาน...แต่..'''.ก็กลัวไม่กล้า''' $$ กลัวงานใหม่ไม่ดีเหมือนเก่า $ $ $ $ $
อ ย า ก เ ป็ น เ จ้ า ขอ งกิจกา ร$ $ $$$ แต่มีเงินแค่เนี้ะ฿฿฿฿
อยากรู้ไหมว่าคุณต้องทำอย่างไร วิธีไหน อย่ากลัวที่จะรู้ มาดูแล้วจะรู้
http://www.internationalbiznow.com/gems.html
ถ้าคลิ๊กไม่ได้ ให้ copy แล้วไปวางที่ address
Post by : PAI
Date : 2006-04-01 22:02:39


eXTReMe Tracker