Web Toolbar by Wibiya
Dino-Lite Handheld Microscopes
Stereo Microscopes
Biological Microscopes
Material Science Microscopes
Metallurgical Microscopes & Analysis Software
Metal Sample Preparation Machines
Inverted Microscopes
Smartscope (Image Measuring)
Atoms Auto Profile Projector
Mini Hi-Power Microscope
Macro Zoom Microscope
360' Microscopes
Gem Microscopes
Polarizing Microscopes
Capiscopes (nail scope)
Fluorescense Microscopes
DIC Microscopes
Microscope Digital Camera
Light & Accessories
*Measuring Solutions
News & Activities
Service & Support
About us
Contact us



ติดต่อลงโฆษณา


สุดยอดVDO     Funny Pics     Unbelieve     Stories     Flash    Food     Kids       Love     Nightlife      กระทู้รวมมิตร  
Your VDO        เพลงแต่งเอง       Technology        Music         Dream Girls       Movies        ธรรมะ         ติดต่อโฆษณา   
บั้งไฟ จรวดไทยแลนด์

Your Vote Rating 8.9 from 21 users
จำนวนผู้เข้าชม 24235 ครั้ง
See All Comments







Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



ผมว่า งานบั้งไฟถ้าจัดแบบ เฟสติวัล  แบบใหญ่ๆ แล้วมีการประกวดนานาชาติ มีการจัดงาน แบบท่องเที่ยวดีๆ โดยรวมกลุ่มใหญ่ๆ กัน ตัวกระบอกบั้งไฟ มีแข่ง ประกวดลวดลายของตัวบั้ง ผมว่า เป็นงานระดับโลกได้เลยนะเนี้ย

Rocket Festival, Isaan, Thailand

บั้งไฟ
พจนานุกรมภาคอีสาน - ภาคกลาง ฉบับปณิธาน
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ดิสสมหาเถระ) ให้ความหมาย
ของบั้งไฟไว้ว่า หมายถึงจรวดชนิดหนึ่งมีหางยาวจุด
ทะยานขึ้นบนท้องฟ้า มีขนาดต่าง ๆ กันเช่น บั้งไฟหมื่น
บั้งไฟแสนเป็นต้น บางครั้งมีผู้เรียกร้องว่าบ้องไฟที่ถูกควร
จะเป็นบั้งเพราะบั้งมายถึงส่งที่เป็นกระบอก เช่นบั้งบทิง
เป็นกระบอกใส่น้ำดื่ม บั้งข้าวหลาม เป็นกระบอกบรรจุ
ข้าวเหนียวใส่น้ำกะทิแล้วเผาให้สุกเป็นต้น
องค์ประกอบของบั้งไฟ
บั้งไฟมีรูปทรงคล้ายเครื่องดนตรีพื้นบ้านชนิดหนึ่ง
เรียกว่าโหวด บั้งไฟแบบดั้งเดิมใช้ลำไม้ไผ่มามัดเป็นลำดับ
บั้งไฟ ใช้มีดตัดส่วนบั้งไฟให้หัวเป็นปากฉลาม เมื่อจุด
บั้งไฟให้พุ่งขึ้นลงจากฟ้า ปากฉลามปะทะกับแรงลมทำ
ให้เกิดเสียงดังโหยหวนคล้ายเสียงโหวด จากรูปทรง
บั้งไฟโหวดนี้เองทำให้ช่างทำบั้งไฟ ถือเป็นโครงสร้าง
ของบั้งไฟต่อมา  
 


บั้งไฟแต่ละลำประกอบด้วยส่วนสำคัญ สามส่วนคือ
เลา หางและลูกบั้งไฟ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟคือส่วนประกิบที่ทำหน้าที่
บรรจุดินปืน มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาว มี
ความยาวประมาณ 1.5 - 7 เมตร ทำด้วยลำไม้ไผ่เล้ว
ใช้ร้วไม้ไผ่ (ตอก) ปิดเป็นเกลียวเชือกพันรอบเลาบั้งไฟ
อีกครั้งหนึ่งให้แน่น และใช้ดินปืนที่ชาวบ้านเรียกว่า
"หมือ" อัดให้แน่นลงไปในเลาบั้งไฟ ด้วยวิธีใช้สากตำ
แล้วเจาะรูสายชนวน เสร็จแล้วนำเลาบั้งไฟ ไปมัดเข้า
กับส่วนหางบั้งไฟ ในสมัดต่อมานิยมนำวัสดุอื่นมาใช้
เป็นเลาบั้งไฟแทนไม้ไผ่ ได้แก่ ท่อเหล็ก ท่อพลาสติก
เป็นต้น เรียกว่าเลาเหล็กซึ่งสามารถอัดดินปืนได้แน่น
และมีประสิทธิภาพในการยิงได้สูงกว่า
 
 2. หางบั้งไฟ หางบั้งไฟถือเป็นส่วนสำคัญทำหน้า
ที่คล้ายหางเสือ ของเรือคือสร้างความสมดุลย์ให้กับบั้ง
ไฟคอยบังคับทิศทางบั้งไฟให้ยิงขึ้นไปในทิศทางตรง
และสูง บั้งไฟแบบเดิมนั้น ทำจากไม้ไผ่ทั้งลำ ต่อมา
พัฒนาเป็นหางท่อนเหล็กและหางท่อนไม้ไผ่ติดกันหาง
ท่อนเหล็กมีลักษณะเป็นท่อนกลม ทรงกระบอกมีความ
ยาวประมาณ 8-12 เมตร ทำหน้าท่เป็นคานงัดยกลำตัว
บั้งไฟชูโด่งชี้เอียงไปข้างหน้าทำมุมประมาณ 30-40
องศากับพื้นดิน โดยบั้งไฟจะยื่นไปข้างหน้ายาวประมาณ
7-8 เมตร ปลายหางด้านหนึ่งตั้งอยู่บนฐานที่ตั้งบั้งไฟ
3. ลูกบั้งไฟ เป็นลำไม้ไผ่ที่นำมาประกอบเลาบั้งไฟ
โดยมัดรอบลำบั้งไฟ บั้งไฟลำหนึ่งจะประกอบด้วยลูก
บั้งไฟประมาณ 8-15 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของบั้งไฟ เดิม
ลูกบั้งไฟมีแปดลูกมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับคู่ขนาดใหญ่
ไปหาคู่ที่มีขนาดเล็กกว่าได้แก่ ลูกโอ้ ลูกกลาง ลูกนาง
และลูกก้อย ลูกบั้งไฟช่วยให้รูปทรงของบั้งไฟกลมเรียว
สวยงาม นอกจากนี้ลูกบั้งไฟยังเป็นพื้นผิวรองรับการเอ้
หรือการตกแต่งลวดลายปะติดกระดาษ
 
วิธีทำบังไฟ
หมู่บ้านทุกแห่งมีนายช่างบั้งไฟเป็นพระภิกษุและชาวบ้าน
มากบ้างน้อยบ้าง อุปกรณ์ที่ใช้ทำบั้งไฟประกอบด้วยท่อเหล็กกลวง
ใช้ทำลำบั้งไฟมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว ยาวประมาณ
10-12 เมตร ไม้ไผ่จำนวนหนึ่งลำ ไม้เนื้อแข็งหนาหนึ่งนื้วกว้าง
สิบสองนิ้วยาวสี่เมตร ไม้อัดจำนวนหนึ่งแผ่น ไม้ระแนงที่ทำจาก
ไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งกว้าง 1 นิ้ว หนา 0.5 นิ้ว ยาว 7 เมตร ประ
มาณ 10-20 ท่อน เพื่อทำเลาบั้งไฟ ไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว
ยาว 7 เมตร ประมาณ 8-15 ลำ การทำบั้งไฟ ช่างต้องกำหนดขนาด
ว่าจะทำบั้งไฟขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กบั้งไฟที่ปรากฎในชุมชน
อีสานมีหลายชนิด บางครั้งเรียกตามรูปแบบเช่น บั้งไฟหาง บั้งไฟ
ก่องข้าว บั้งไฟตะไล บั้งไฟพลุ บั้งไฟพะเนียง และบั้งไฟดอกไม้
เป็นต้น บางครั้งเรียกตามปริมาณเชื้อเพลิงที่เป็นแรงขับเคลื่อนคือ
หมื้อหรือดินประสิวได้แก่บั้งไฟฮ้อย บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน
การทำบั้งไฟมีขั้นตอนสำคัญสามช่วง คือ การเตรียมดิน
ประสิว การประกอบโครงสร้างและการตกแต่งบั้งไฟ
การเตรียมดินประสิว
ดินประสิวหรือหมื้อหรือขี้เกียเป็นส่วนประกอบสำคัญทำ
หน้าที่เชื้อเพลิงขับเคลื่อนสมัยโบราณใช้มูลค้างคาว ปัจจุบันมูล
ค้างคาวหายากใช้มูลวัว มูลควายแทน ส่วนผสมส่วนที่สอง คือ
ถ่านไม้เนื้ออ่อนเช่นไม้ฉำฉา ไม้มะขามเทศ ไม้สาบเสือ เป็นต้น
สูตรบั้งไฟบางส่วนจะใช้กำมะถันผสมด้วยแต่ส่วนใหญ่จะใช้
เพียงเล็กน้อยหรือไม่ใช้เลยเพราะทำให้เกิดระเบิดได้ง่าย  
  วิธีทำดินประสิว
คือนำดินประสิวและถ่านไม้เนื้ออ่อนมาตำให้เข้ากันจน
ละเอียดส่วนประสมแต่ละสูตรช่างบั้งไฟเก็บเป็นความลับ
เพราะต้องแข่งขันกัน สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ หมื้อถ่านสาม
และหมื้อถ่านสี่ หมื้อถ่านสามประกอบด้วยถ่านไม้สี่ส่วนกับดิน
ประสิวหนึ่งส่วน ตามปกติหมื้อถ่านสามมีคุณสมบัติแรงและ
จุดไฟลุกไหม้เร็วกว่าหมื้อถ่านสี่ การตำดินประสิว ใช้ครกไม้
และครก กระเดื่องตำข้าวเป็นพื้น
เมื่อเตรียมดินประสิวและบรรจุเสร็จแล้ว นำองค์ประกอบ
บั้งไฟส่วนตัวคือเลาบั้งไฟต่อเข้ากับหางบั้งไฟและลูกบั้งไฟ
โดยใช้เชื่อกไม้ไผ่ที่ฟั่นเป็นเกลียวมัดให้แน่นแล้วนำไปตกแต่ง
เรียกว่า เอ้บั้งไฟ 
ประเพณีบุญบั้งไฟ
บุญบั้งไฟเป็นประเพณีขอฝนโดยจุดบั้งไฟหรือ
ดอกไม้ไฟบูชาพระยาแถน ซึ่งเชื่อว่า เป็นเทวดาดูแล
ฝนในโลกมนุษย์ ช่วงเวลาที่ชาวบ้านทำบุญบั้งไฟคือ
เดือนหกจะเป็นวันใดนั้นชาวบ้านจะประชุมตกลงกัน
แบ่งงานกันให้แน่นอนเช่น ฝ่าชายรับหน้าที่จัดทำ
บั้งไฟสร้างผาน (ปะรำ) สำหรับพระสงฆ์และแขก
ที่เชิญมาจากหมู่บ้านอื่นฝ่ายหญิงรับผิดชอบเรื่อง
อาหารคาวหวานจัดทำ ขนมจีน ข้าวต้มมัด ลอดช่อง
หมักสาโท   
การประยุกต์บั้งไฟมาใช้ในศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร
บั้งไฟ เป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงขนบธรรม
เนียมประเพณีและวิถีชีวิตของชาวอีสานที่แตกต่าง
จากภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเด่นชัด ศูนย์สารนิเทศอีสาน
สิรินธรได้นำเอาบั้งไฟมาประยุกต์เป็นชั้นหนังสือ ใช้
สำหรับวางหนังสือเพื่อบริการแก่ผู้ใช้
 
http://ill.msu.ac.th/sirindhorn/th/items/bankfai/index.htm

    บุญบั้งไฟเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสานนิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง
ในสองพิธีกรรมที่อยู่คนละภาคนี้มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของสัญลักษณ์ที่ใช้อันส่อไปทางเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ไม้มาแกะสลักเป็นอวัยวะเพศชายเรียกว่า "บักแบ้น" หรือ "ปลัดขิก" ในอีสานหรือ "ขุนเพ็ด" ในภาคกลางเข้าร่วมขบวนแห่ ทั้งยังมีการร้องเซิ้งด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์
            สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้ากับดิน หญิงกับชาย ที่เป็นพลังก่อกำเนิดชีวิตและเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความสัมพันธ์กับการขอฝนซึ่งเป็นที่มาของพลังแห่งการเติบโตของพืช และด้วยเหตุที่อวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์เป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานบุญ จึงถือว่างานบุญบั้งไฟเป็นงานบุญของพระยามาร ซึ่งจัดแข่งกับงานบุญของพระพุทธเจ้า

 
"ปลัดขิก"
สัญลักษณ์ทางเพศที่นำมาล้อเลียนในขบวนแห่  หุ่นไม้แสดงการสังวาส
นี่ก็อีกหนึ่งสัญญลักษณ์งานบุญบั้งไฟ 

             บุญบั้งไฟมีตำนานเล่าขานมานาน จากนิทานพื้นบ้านเรื่องผาแดงนางไอ่ เรื่องพระยาคันคาก ล้วนแต่กล่าวถึงการจุดบั้งไฟเพื่อให้แถน (เทวดา) ได้บันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาล ถือเป็นประเพณีอันสำคัญที่จะละเลยมิได้ เพราะมีความเชื่อว่า หากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟก็อาจจะก่อให้เกิดภัยภิบัติแก่ผู้คนในชุมชน งานบุญบั้งไฟเป็นงานใหญ่ ลงทุนสูง การจัดงานจะต้องเป็นไปตามการตัดสินใจของชุมชน หากปีใดเศรษฐกิจในชุมชนฝืดเคืองอาจจะต้องงดจัดงาน ซึ่งต้องไปทำพิธีขอเลื่อนการจัดที่ศาลปู่ตา (ศาลผีบรรพบุรุษหรือเทพารักษ์) ของหมู่บ้าน ความจริงแม้จะจัดหรือไม่ก็ต้องมีการไปกระทำพิธีเซ่นไหว้ที่ศาลปู่ตาอยู่ดี

ขั้นตอนการจัดการประเพณีบุญบั้งไฟ
ประชุมชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ พระสงฆ์ในหมู่บ้านเพื่อขอความเห็นว่าจะจัดงานบุญบั้งไฟหรือไม่ ถ้าตกลงจัดก็จะทำในข้อถัดไป แต่ถ้าไม่จัดจะต้องส่งตัวแทน (ผู้มีอายุชายในหมู่บ้าน) และพ่อเฒ่าจ้ำ (หมอผีประจำหมู่บ้าน) ไปขอขมาต่อเจ้าปู่เพื่อขอเลื่อนไปจัดในปีถัดไป (พิธีกรรมนี้ไม่มีผู้หญิงเกี่ยวข้อง)
เมื่อตกลงจัดผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านจะส่งข่าวบอกกล่าวเชื้อเชิญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงานบุญ เรียกว่า "เตินป่าว" ในสมัยถัดมาบ้านเมืองเจริญขึ้นก็พัฒนามาเป็นการแจกหนังสือเชิญชวนเรียกว่า "สลากใส่บุญ" เหตุที่ถือว่างานนี้เป็นงานบุญก็เพราะว่า วัดเป็นที่รวมของการจัดกิจกรรมของชุมชน การเตรียมการต่างๆ ตั้งแต่การทำบั้งไฟก็มักจะเริ่มจากพระ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นฉบับ (ต้นฉบับ) ในวาระโอกาสนี้ยังมีการแทรกประเพณีทางพุทธศานาเข้าไปด้วย เช่น การบวชและการฮดสงฆ์ อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง กองฮด พิธีการในการยกย่องพระสงฆ์
ชาวบ้านจะเรี่ยไรเงินและสิ่งของตามศรัทธาเพื่อร่วมสมทบกันสร้างบั้งไฟ (ในสมัยโบราณจะทำเพียงบั้งเดียว) บอกบุญให้บ้านเรือน 3-4 หลังคารวมกันต้อนรับแขกจากต่างบ้านที่มาร่วมบ้านหนึ่ง (ซึ่งจำนวนไม่มากนักจะมาพร้อมบั้งไฟของหมู่บ้าน เช่น พระภิกษุ สามเณร หญิงชายที่มาร่วมขบวนแห่) ส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดให้ครอบครัวที่บวชลูกหลานเป็นเจ้าภาพ (เพราะต้องจัดงานเลี้ยงญาติพี่น้องอยู่แล้ว)
ชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายจะสร้างปะรำ หรือ "ผาม" หรือ "ตูบบุญ ซึ่งทำด้วยโครงไม้จริง ยกพื้นข้างบนให้พระสงฆ์นั่งฉันภัตาหาร ส่วนข้างล่างปูด้วยใบไม้หรือฟางข้าวให้หญิงสาวนั่ง โดยมีหญิงสูงอายุควบคุมดูแลหญิงสาวเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้ถูกชายในขบวนเซิ้งลวนลามจนเกินเหตุ
ในวัดจะมีการทำบั้งไฟโดย "ฉบับ" ซึ่งมักจะเป็นพระ โดยมีลูกมือคือชาวบ้านผู้ชาย ในสมัยผมยังเป็นเด็ก 20 กว่าปีผ่านมาแล้ว ผมก็เป็นลูกมือพระด้วยการไปหาไม้สำหรับมาเผาเป็นถ่านสำหรับคั่วผสมกับดินประสิวเรียกว่า การทำหมื่อ ซึ่งมีสูตรจำเพาะของช่างแต่ละคน ตำด้วยครกมองให้ละเอียดร่วน ทดสอบด้วยการนำมาโรยเป็นทางยาวแล้วจุดไฟดูความเร็วของการปะทุ หากปะทุช้าก็จะต้องใช้สูตรผสมใหม่ตามแต่ต้นฉบับจะกำหนดบอกมา

              การทำบั้งไฟในสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ลำขนาดใหญ่ที่สุด ทะลวงปล้องให้ถึงกัน ภายนอกจะใช้ตอกไม้ไผ่ถักเป็นเชือกมัดรอบลำไผ่ให้แน่นเพื่อไม่ให้ลำไผ่แตก ส่วนหัวปล้องสุดท้ายจะถูกอุดด้วยแผ่นไม้หนาพอควร แล้วทำการอัดบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ให้แน่นด้วยการตำ หรือใช้คานดีดคานงัด (สมัยใหม่ใช้แม่แรงยกล้อรถบรรทุกแทนสะดวกกว่ากันดังภาพซ้ายมือ)
            ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากลำไผ่กลายมาเป็นท่อเหล็กหรือท่อประปา (ซึ่งอันตรายมากเมื่อมีการระเบิดใส่ผู้คนอย่างที่เป็นข่าว) ตอนหลังหันมาใช้ท่อพีวีซีแทนซึ่งก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี จากการบูชาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อชุมชนในทิศที่บั้งไฟถูกจุดออกไป (เพราะสามารถไปไกลได้หลายสิบกิโลเมตร)
            นอกจากบั้งไฟแล้ว ยังมีการทำพลุ พะเนียง ดอกไม้ไฟ ตะไล (เพื่อจุดในการแห่ร่วมด้วย) นอกจากนั้นตัวบั้งไฟยังต้องมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามเรียกว่า การเอ้ ซึ่งก็เป็นฝีมือของพระอีกเช่นกัน 
 <<< ดอนปู่ตา หรือ ดอนตาปู่ หรือดอนเจ้าปู่
      ศูนย์รวมจิตใจอันเป็นกุศโลบาย ภูมิปัญญาของท้องถิ่นในการควบคุมจัดการวิถีชีวิตให้เป็นสุข
--------------------------------------------------------------------------------
            เมื่อการเตรียมการในการต้อนรับ การทำบั้งไฟ การเอ้บั้งไฟให้สวยงาม เตรียมขบวนฟ้อนในวันแห่โฮมบุญ ทำนั่งร้านสำหรับการนำบั้งไฟขึ้นจุด แล้วก็จะถึงวันงานซึ่งมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องอีกดังนี้ 


ในวันสุกดิบ ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่บั้งไฟไปยังศาลปู่ตาของหมู่บ้าน พร้อมนำเอาเหล้าไปด้วยจำนวนมาก ส่วนหนึ่งใช้เซ่นสรวง มีการจุดบั้งไฟขนาดเล็กเรียก "บั้งเสี่ยง" เพื่อเสี่ยงทายดูถึงความอุดทสมบูรณ์และความสำเร็จในการทำนาปีนั้น จากนั้นก็ดื่มเหล้าฟ้อนรำรอบศาลปู่ตาเป็นที่สนุกสนาน (งานนี้มีเฉพาะผู้ชายที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมพิธี)
จากนั้นก็พากันแห่บั้งไฟไปยังสถานที่จัดงานหรือหมู่บ้านเรียก วันโฮม (รวม) มีการเซิ้งออกท่าทางต่างๆ ของการร่วมเพศอยู่ด้วย อาจมีการเอา บักแบ้น ผูกรอบเอวไว้หลายอัน มีสายสำหรับชักให้กระดกขึ้นได้ 
  
  การแห่บั้งไฟ ผู้ร่วมขบวนนั้นดูเหมือนจะตั้งใจละเมิดกฎเกณฑ์ปรกติ เช่น ชายแต่งกายเป็นหญิง หรือเอาโคลนพอกหน้า ขบวนเซิ้งจะแห่ไปตามหมู่บ้านเพื่อขอสาโทมากิน การเซิ้งจะมีคนจ่ายกาพย์ และคนตีกลองให้จังหวะเซิ้ง อยู่กลางขบวนฟ้อน เพื่อให้ผู้ฟ้อนเซิ้งได้ยินเสียงจังหวะและคำกลอน "ลำกาพย์เซิ้งได้ชัดเจน ดูเรื่องที่เกี่ยวข้องที่นี่

              การละเมิดกฎเกณฑ์และธรรมเนียมปฏิบัติกันทั่วไปมีคำอธิบายได้ว่า เป็นการปลดปล่อยคนให้หลุดจากกฎเกณฑ์ชั่วคราว ในอีสานสมัยก่อนผู้ชายเมื่อแต่งงานต้องเข้าไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง ผู้ชายจึงอยู่ในฐานะที่โดดเดี่ยวต้องอยู่ในความควบคุมของญาติฝ่ายหญิงและต้องฝากอนาคตของตนไว้กับความเมตตาของครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย เพราะจะสามารถสร้างหลักให้แก่ครอบครัวได้ก็ด้วยการอุปถัมภ์ของพ่อตา เขยจะถูกจัดให้เป็นผู้ด้อยกว่าในทางพิธีกรรม (แสดงสะท้อนในเชิงประชดประชันจากนิทาน "พ่อเฒ่ากับลูกเขย") ดังนั้น การที่แสดงออกในทางพิธีกรรมในบุญบั้งไฟจึงเป็นการปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ของสังคม เพราะเรื่องเพศ การกล่าวถึงหรือแสดงอวัยวะเพศ เป็นความหยาบโลนที่สังคมปรกติไม่ยอมรับ
 
 
 ตอนบ่าย จะมีการตีกลองโฮม เพื่อให้ขบวนแห่ทุกขบวนไปรวมกันที่วัด ซึ่งจะหมายถึงการไปร่วมในพิธีบวชของบุตรหลาน หรือการฮดสงฆ์ ถ้ามีการบวชก็จะมีการแห่นาคด้วยม้า (ถ้าหากเจ้าภาพมีฐานะพอทำได้) มีการจุดตะไลตามหลังม้าไปตลอดทาง หากมีการฮดสงฆ์อยู่ด้วยก็จะแห่พระภิกษุที่ต้องการ "ฮด" นำหน้าเจ้านาคไป
กลางคืนจะมี การเส็งกลอง หรือแข่งตีกลองกัน โดยแต่ละหมู่บ้านจะนำกลองกิ่งของวัดในหมู่บ้านตนมาตีแข่ง ถือกันว่าถ้าหากแพ้ในการเส็งกลอง ก็จะไม่ใช้กลองนั้นอีกเลย จะต้องไปเสาะแสวงหากลองมาเส็งใหม่ในปีหน้า การเส็งกลองจะมีกันไปจนถึงเที่ยงคืน
รุ่งเช้าจะมีการทำบุญถวายจังหันพระ พอตกบ่ายก็มีการแห่บั้งไฟไปยังค้างที่เตรียมไว้ อาจใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นค้างก็ได้ การแข่งขันระหว่างหมู่บ้านก็มีเพียงบ้านใดจะสามารถยิงไปได้สูงกว่ากัน (ใช้การนับไปจนกว่าจะมองเห็นบั้งไฟหล่นพ้นก้อนเมฆลงมา) เป็นการแสดงความสามารถของช่างหรือฉบับของบั้งไฟบ้านนั้น หากบั้งไฟบ้านใดซุ (พ่นดินปืนออกมาแต่ไม่ขึ้น) หรือแตกระหว่างการจุด ช่างหรือฉบับก็จะถูกจับโยนลงตม คือโยนลงไปในโคลนเป็นที่สนุกสนานทั้งผู้โยนและถูกโยน (เปื้อนโคลนพอกัน) 
 
   
การเอ้บั้งไฟเพื่อการประกวดในขบวนแห่  บั้งไฟจุดไม่ขึ้น ช่างที่ทำต้องถูกโยนลงตม 

            หมายเหตุปิดท้าย ในอดีตเราจะได้ยินว่าหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ทำบั้งไฟหมื่นขึ้นสุดลูกหูลูกตา คำว่า หมื่น มาจากจำนวนน้ำหนักของดินประสิวที่ใช้ทำ ดินหมื่อ คือ 12 กิโลกรัม (ไม่นับรวมน้ำหนักของถ่านซึ่งเป็นส่วนผสม) จะบรรจุในลำไม่ไผ่ขนาดยาวประมาณ 3 เมตร ต่อมาหมู่บ้านใดทำบั้งไฟแสนคือ 120 กิโลกรัมดินประสิว (ใช้ลำตาลแทนไม้ไผ่ ใช้เทคนิคมัดพันลำตาลอย่างแน่นหนา) ก็ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ในปัจจุบันมีข่าวว่าบางแห่งมีบั้งไฟล้าน (ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะจริงถ้าไม่นับน้ำหนักของท่อเหล็กและหางรวมกันกับดินประสิว) กันบ้างแล้ว ไม่ทราบว่าจุดขึ้นพ้นพื้นดินเพียงใด ผู้เขียนหลับตานึกถึงภาพหากมีการระเบิดเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรหนอ ไม่อยากจะบรรยายครับ
            สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวในอดีต ปัจจุบันงานประเพณียังคงอยู่ แต่ความเชื่อและวัฒนธรรมของงานบุญหายไป กลายไปเป็นการประกวดประชันกัน การวางเดิมพันเงินแสนเงินหมื่น ไม่มีการพูดถึงดอนปู่ตาหรือผีบรรพบุรุษอีกแล้ว เพราะทุกอย่างจัดเพื่อการท่องเที่ยวอย่างบุญบั้งไฟเมืองยโสธรคือตัวอย่าง (ไม่ทราบว่าอ้างเพื่อธุรกิจหรือไม่) น่าเสียดายที่ความงามในอีตเริ่มจะเลือนหายไปจากอีสาน กลายเป็นตำนานให้กล่าวถึงเพียงเท่านั้น

บันทึกไว้เมื่อ ๒ กันยายน ๒๕๔๕

ข้อมูลจาก http://www.isangate.com/local/thairocket_01.html


หากคุณมีรูป หรือ Clip VDO เด็ดๆ (Link ก็ได้) ส่งมาแบ่งให้เพื่อนๆชมได้ที่ forward@jabchai.com ครับ

Send to a friend ส่งต่อให้เพื่อน

Share On Facebook


 
 

                 
กดคะแนนเพื่อ Comment ได้ทันที คลิ๊ก

 
 
Click to see all comments
คะแนนโหวตเฉลี่ย 8.9
จากจำนวน 21 ความคิดเห็น
กดเพื่อดูความคิดเห็นทั้งหมด
 

Home  |  VDO Clips  |  Funny Pics  |   Unbelieve  |   Stories  |   Flash  |  Food  |   Pets  |   Love  |   Nightlife  |   กระทู้รวมมิตร  
VDO IT  | Technology  |  Music  |   Kids  |  Dream Girls  |  Movies  |  3D Virtual Tourกระทู้ IT  |   ติดต่อโฆษณา


eXTReMe Tracker