Web Toolbar by Wibiya
Dino-Lite Handheld Microscopes
Stereo Microscopes
Biological Microscopes
Material Science Microscopes
Metallurgical Microscopes & Analysis Software
Metal Sample Preparation Machines
Inverted Microscopes
Smartscope (Image Measuring)
Atoms Auto Profile Projector
Mini Hi-Power Microscope
Macro Zoom Microscope
360' Microscopes
Gem Microscopes
Polarizing Microscopes
Capiscopes (nail scope)
Fluorescense Microscopes
DIC Microscopes
Microscope Digital Camera
Light & Accessories
*Measuring Solutions
News & Activities
Service & Support
About us
Contact us



ติดต่อลงโฆษณา


สุดยอดVDO     Funny Pics     Unbelieve     Stories     Flash    Food     Kids       Love     Nightlife      กระทู้รวมมิตร  
Your VDO        เพลงแต่งเอง       Technology        Music         Dream Girls       Movies        ธรรมะ         ติดต่อโฆษณา   
เครื่องบิน Airbus A-380 สุดหรู ของสายการบิน สิงค์โปรแอร์ไลน์

Your Vote Rating 8.5 from 14 users
จำนวนผู้เข้าชม 49708 ครั้ง
See All Comments







Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Airbus A380 Boeing 747 advanced

จากการที่เครื่องบินโดยสาร แอร์บัส A380 ได้นำออกบินในเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นการประวัติอุตสาหกรรมการบินอีกครั้ง เนื่องจากเครื่องบินชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นหลายประการ ตั้งแต่การที่มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากกว่า
เครื่องบินแบบเดิมของโบอิ้ง 747 ถึง 50% ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถบรรทุกผู้โดยสาร 555-853 ที่นั่ง จนได้ฉายาว่า ซูเปอร์จัมโบ้ มีพิสัยบินไกลถึง 15,000 กม. ประหยัดน้ำมัน รวมทั้งการออกแบบ
ให้มีเสียงของเครื่องบินลดลงมากกว่าครึ่ง โดยสายการบิน สิงคโปร์แอร์ไลน์ได้สั่งซื้อและทำการบินเป็นรายแรก ซึ่งถือว่าเครื่องบินแอร์บัส A380 มีความสำคัญกับสายการบินกลุ่ม Premium Carrier มากกว่าสายการบินต้นทุนต่ำ และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสาร A 380 นี้ด้วย

ส่วนของการวิเคราะห์ได้แบ่งการวิเคระห์เป็น 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. จะเห็นได้ว่าเหตุผลที่แอร์บัสได้ประกอบเครื่องบินของ A 380 ขึ้นมานั้น เพราะมองว่าสภาพตลาดของอุตสาหกรรมการบินน่าจะต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ เพื่อให้การสัญจรไปมาเป็นไปได้โดยสะดวก เนื่องจากการจราจรทางอากาศที่นับวันก็จะหนาแน่นมากขึ้น อีกทั้งการที่มี Demand ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องการเครื่องบินที่สามารถขนส่งคนได้มากขึ้น เพื่อจะได้รักษาจำนวนไฟลท์ไม่ให้มากไปกว่าปัจจุบัน และลดความหนาแน่นของสนามบิน ดังนั้นจึงได้นำร่อง และเร่งทำตลาดในส่วนนี้ก่อนคู่แข่งอย่างโบอิ้ง ขณะที่โบอิ้งได้มองสภาพการแข่งขันที่แตกต่างจากแอร์บัส โดยมองว่าการแข่งขันในอนาคต สายการบินต้องการขนาดเครื่องบินเล็กลง แต่ความถี่ในการบินต้องสูงขึ้นและกระจายไปยังเมืองต่างๆ ได้มากขึ้น จึงกำลังเตรียมการที่จะออกแบบ B747-8 เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ขนาด 467 ที่นั่ง บินได้ทุกจุด ทั้งภายในประเทศที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ระหว่างประเทศระยะกลางและไกล อีกทั้งสมรรถนะการดีไซน์ห้องโดยสารภายในแบบไม่เหมือนใคร จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างสมมติฐานทางกลยุทธ์ ว่าใครจะเป็นฝ่ายที่คาดการณ์ตลาดได้เป็นจริงกว่ากัน ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าหากผู้ประกอบการสายการบินต่างๆ นำเครื่องบิน A380 ไปใช้ในเส้นทางการบินที่หนาแน่นจริงๆ ก็คิดว่าจะตอบสนองความต้องการ และเพิ่มความพอใจในความสะดวกสบายต่อตลาดในกลุ่มนั้นได้อยู่ไม่น้อย แต่แอร์บัสควรจะต้องเร่งแก้ปัญหาการจัดการภายในเพื่อให้สามารถทำการผลิต และส่งมอบเครื่องบินที่สั่งซื้อได้ตรงเวลา ไม่ล่าช้าเหมือนเช่นปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นจุดด้อยที่ทำให้ลูกค้าหันไปสั่งซื้อเครื่องบินจากคู่แข่งอย่างโบอิ้งแทน ซึ่งมีคุณสมบัติของเครื่องบินที่ใกล้เคียง และมีศักภาพทางการแข่งขันที่ไม่ทัดเทียมกัน

2. ในด้านผลกระทบต่างๆ ของเครื่องบินแอร์บัส A380 ที่มีสมรรถนะทางการบินได้ไกลถึง 15,000 กม. ทำให้สามารถบินตรงไปยังสถานที่นั้นๆ ได้ โดยไม่ต้องบินเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่ Hub เหมือนเดิม เช่น เส้นทางเชียงใหม่-ไทเป โซล-ภูเก็ต สิงคโปร์-สมุย ฮอกไกโด-บาหลี ทำให้การท่องเที่ยวของเมืองที่มี Hub อยู่อย่างเช่น กรุงเทพ โตเกียว จึงไม่ใช่จุดแวะพักของเครื่องบิน A380 อีกต่อไป อาจเป็นสาเหตุทำให้จำนวนของนักท่องเที่ยวน้อยลงก็เป็นได้ จึงทำให้เมืองเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการท่องเที่ยวของตนให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลง จากการมีเที่ยวบินในการแวะพักน้อยลง

3. ด้านการการแข่งขันของสายการบินที่นำเข้าแอร์บัส A380 อย่างสิงค์โปร์แอร์ไลน์นี้ใช้กลยุทธ์ทางการแข่งขันที่เน้นตลาด high end ในชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ที่มีห้องโดยสารที่กว้าง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน
และปรับเปลี่ยนการบรรทุกผู้โดยสารเพียงแค่ 471 ที่นั่ง โดยมีชั้นประหยัดเพียง 399 ที่นั่ง ซึ่งได้ทำการประชาสัมพันธ์และเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ได้รับผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจการค้าอย่างมหาศาล มีการถ่ายทอด
ผ่านไปยังสื่อทั่วโลกตลอดเวลา ขณะที่การบินไทยได้สั่งเครื่องบินลำนี้เช่นกัน แม้จะมีกำหนดส่งมอบในปี2553 ก็ตาม แต่ได้มีการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดโดยการตอบสนองผู้โดยสารชั้นประหยัดมากกว่า โดยเพิ่มชั้นประหยัดพิเศษขึ้นมา เนื่องจากเน้นการทำตลาดในด้านของจำนวนของชั้นประหยัดมากกว่า เพราะคิดว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าเมื่อเปรียบเทียบกลยุทธ์ของทั้งสองสายการบิน สิงคโปร์แอร์ไลน์มีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากกว่า ทั้งด้านของรายได้ที่มากกว่าจากชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ซึ่งจะถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วกว่า ประกอบกับภาพลักษณ์ที่ดีของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ในเรื่องของการบริการที่ติดอับดับต้นๆ ของโลก ซึ่งจะสอดคล้องกันได้มากกว่ากลยุทธ์ของการบินไทยที่เน้นการทำตลาดในชั้นประหยัดมาใช้กับเครื่องบินที่ลงทุนสูงอย่าง A380 นี้ ซึ่งความจริงแล้ว A380 มีจุดขายในความหรูหราสะดวกสบายในชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ ดังนั้นหากการบินไทยไม่ได้ชูจุดเด่นของทั้ง 2 ชั้นนี้ จึงคิดว่าเป็นไปได้ยากที่เพิ่มความพอใจของผู้โดยสารจากชั้นประหยัด ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และยังเพิ่มราคาอีก 2-3% และการบินไทยควรเร่งทำการปรับปรุงการให้บริการภายในให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันได้เริ่มมีข้อติติงในด้านของการบริการที่ด้อยลง เมื่อเปรียบเทียบการสายการบินคู่แข่งอื่น ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสายการบินไทยในมุมมองของผู้ใช้บริการ ทั้งในและต่างประเทศไม่สามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
ทางกลุ่ม Fantastic 7 มีความเห็นว่า การพัฒนา A380 จะเป็น Driving Force ไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้

•อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบิน การพัฒนา A380 ออกสู่ตลาดทำให้บริษัทแอร์บัส ได้กลายเป็นผู้นำวิศวกรรมการผลิตเครื่องบินอันดับ 1 ของโลก ในการออกแบบและสร้างเครื่องขนส่งผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุด แทนฝูงบินโบอิ้ง B747 ซึ่งเคยครองแชมป์เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดถึง 40 ปี ส่งผลให้บริษัทฯ ผู้ผลิตเครื่องบินต้องมีการแข่งขันในการวิจัยและพัฒนาเพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอให้แก่ลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม

•อุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะสายการบินใหญ่ๆ ที่เน้นตลาดพรีเมี่ยมที่มีการแข่งขันในเรื่องการบริการและภาพลักษณ์ สายการบินที่มีการใช้เครื่องบิน A380 ที่เป็นเครื่องบินที่ใหญ่สุดในโลกขณะนี้ สามารถช่วยประหยัดน้ำมัน ปลอดมลพิษทางเสียง เพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้น รวมทั้งมีพิสัยในการบินได้ไกลถึง 15,000 กม. ซึ่งสามารถทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้บริการการบิน มีที่นั่งที่ใหญ่มากขึ้น บรรทุกผู้โดยสารมากขึ้น ลดระยะเวลาในการเดินทาง มีความปลอดภัยสูง เครื่องบินมีสภาพที่ดี ทำให้สายการบินสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นต่อเที่ยวบิน โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีการเดินทางที่หนาแน่น เช่น ไฟล์กรุงเทพ-ลอนดอน ของการบินไทย ตลอดจนสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของลูกค้า

•อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การที่เครื่องบินรุ่นนี้มีขนาดถังน้ำมันที่มีความจุมากกว่า 300,000 ลิตร ซึ่งทำให้เครื่องสามารถบินได้ไกลถึง 15,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องหยุดแวะเติมน้ำมัน ทำให้ผู้โดยสารสามารถบินตรงแบบ non-stop flight ถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการเสียเวลาในการแวะพักเพื่อเปลี่ยนไฟล์บิน ดังนั้นจึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรมที่พักที่เดิมเคยเป็นเมืองที่เป็นจุดแวะพักเพื่อเติมน้ำมัน เช่น ฮาวาย ที่เดิมเคยเป็นจุดจอดพักเพื่อเติมน้ำมัน เมื่อเทคโนโลยีการบินทำให้เครื่องบินบินได้นานขึ้น เครื่องบินไม่จำเป็นต้องแวะพัก จึงส่งผลให้การท่องเที่ยวของฮาวายลดลงอย่างมากถึง 50%

•อุตสาหกรรมพลังงาน เนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้ เป็นเครื่องบินที่ถูกออกแบบและพัฒนามาให้ประหยัดน้ำมัน โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยต่อผู้โดยสารลดลงกว่าเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่เคยเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่สุดมากถึง 12% คือ ใช้น้ำมันเพียงแค่ 3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กม. ซึ่งทำให้สามารถประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ย 15-20% ต่อที่นั่ง/ไมล์เลยทีเดียว ทำให้มีอัตราการใช้น้ำมันที่น้อยลง และเมื่อมีการใช้เครื่องบินรุ่นนี้มากขึ้นจะทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับก
ารบินมีการอุปโภคในระดับที่ลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินรายต่างๆ ได้รับผลกระทบจากความต้องการที่น้อยลง


สำหรับกลยุทธ์ในการนำเครื่องบิน A380 มาใช้ในการบินระหว่างสิงคโปร์แอร์ไลน์และการบินไทย

สิงคโปร์แอร์ไลน์เน้นกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของการบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายของการบริการสำหรับเครื่องรุ่นนี้นั้น คือ ต้องการที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สามารถสัมผัสได้บนเครื่องบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส A380 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนเพียงแค่ 471 คน ทั้งที่เครื่องบินรุ่นนี้สามารถที่จะบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึง 555-853 ที่นั่ง ชั้นโดยสารถูกจัดเป็น 3 ระดับ แบ่งเป็นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส สวีท 12 ห้อง, ชั้นธุรกิจ 60 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 399 ที่นั่ง นโยบายในการขายตั๋วโดยสารที่นั่งทั้ง 3 ชั้น ของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ จึงเป็น สิงคโปร์ สวีท ราคาตั๋วจะสูงกว่าปกติ 30% จากความหรูหราและสะดวกสบายที่มากกว่าสายการบินอื่นๆ ชั้นธุรกิจขนาดเก้าอี้ใหญ่ออกแบบเหมือนโซฟา ราคาจะใกล้เคียงกับสายการบินอื่น เพราะที่นั่งชั้นนี้ราคามีความอ่อนไหว ราคามีผลต่อการแข่งขัน และชั้นประหยัดมีราคาที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่มีจุดขายที่ดีกว่า คือ มีอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี USB เสียบทำงานได้พร้อมแป้นโน้ตบุ๊กขนาดเล็ก

สำหรับการบินไทยมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการเครื่องบินลำนี้ คือ ต้องการเพิ่มจำนวนปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร ดังนั้นจึงมีการออกแบบให้บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 520 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น ชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัดพิเศษและชั้นประหยัด โดยจะมีการบริการแบบเน้นความเป็นไทยที่ไม่ใช่หรูหรา และนโยบายในการตั้งราคาค่าตั๋วโดยสารนั้น จะเพิ่มจากราคาเดิมประมาณ 5-8%

ทางกลุ่มเห็นด้วยกับการนำเครื่องบิน A380 มาใช้ในการบินแบบ Premium ของสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ที่เน้นการบริการที่หรูหรา ที่นั่งที่สะดวกสบาย เพราะ

•สำหรับสายการบินที่เน้น Premium และไฮเอนด์นั้น ความสะดวกสบาย ความหรูหราบนเครื่องบินนั้นถือเป็นจุดขายที่ชัดเจน การบริการที่หรูหรา สะดวกสบาย ภาพลักษณ์ที่ดีจะนำไปสู่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์
•อัตราการทำกำไรของตั๋วโดยสารระหว่างชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดนั้น ชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งนั้นสามารถทำกำไรได้มากกว่า แม้ว่าจะมีสัดส่วนที่นั่งที่น้อยกว่าก็ตาม
•การสร้างความแตกต่างโดยเน้นการบริการที่หรูหรา สะดวกสบาย จะสามารถทำให้สิงคโปร์แอร์ไลน์มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งสามารถทำให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในการบริการการบินของโลกได้
 

หากคุณมีรูป หรือ Clip VDO เด็ดๆ (Link ก็ได้) ส่งมาแบ่งให้เพื่อนๆชมได้ที่ forward@jabchai.com ครับ

Send to a friend ส่งต่อให้เพื่อน

Share On Facebook


 
 

                 
กดคะแนนเพื่อ Comment ได้ทันที คลิ๊ก

 
 
Click to see all comments
คะแนนโหวตเฉลี่ย 8.5
จากจำนวน 14 ความคิดเห็น
กดเพื่อดูความคิดเห็นทั้งหมด
 

Home  |  VDO Clips  |  Funny Pics  |   Unbelieve  |   Stories  |   Flash  |  Food  |   Pets  |   Love  |   Nightlife  |   กระทู้รวมมิตร  
VDO IT  | Technology  |  Music  |   Kids  |  Dream Girls  |  Movies  |  3D Virtual Tourกระทู้ IT  |   ติดต่อโฆษณา


eXTReMe Tracker