Web Toolbar by Wibiya
Dino-Lite Handheld Microscopes
Stereo Microscopes
Biological Microscopes
Material Science Microscopes
Metallurgical Microscopes & Analysis Software
Metal Sample Preparation Machines
Inverted Microscopes
Smartscope (Image Measuring)
Atoms Auto Profile Projector
Mini Hi-Power Microscope
Macro Zoom Microscope
360' Microscopes
Gem Microscopes
Polarizing Microscopes
Capiscopes (nail scope)
Fluorescense Microscopes
DIC Microscopes
Microscope Digital Camera
Light & Accessories
*Measuring Solutions
News & Activities
Service & Support
About us
Contact us



ติดต่อลงโฆษณา


สุดยอดVDO     Funny Pics     Unbelieve     Stories     Flash    Food     Kids       Love     Nightlife      กระทู้รวมมิตร  
Your VDO        เพลงแต่งเอง       Technology        Music         Dream Girls       Movies        ธรรมะ         ติดต่อโฆษณา   
ย้อนเวลาสู่การกำเนิดเอกภพ - BigBang

Your Vote Rating 9.2 from 65 users
จำนวนผู้เข้าชม 135754 ครั้ง
See All Comments







Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Dino-Lite กล้องจุลทรรศน์พกพา รางวัลยอดเยี่ยมโลก



Birth of the Solar System

สรุปว่า ถ้าเขี้เกียจอ่าน ทำไมถึงมีทฤษฎีBigBang นั่นเพราะว่า นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบว่า จักรวาลของเรา ขยายตัว ดังนั้น จึงคิดค้นได้ว่า จักรวาลของเรา มีการขยายตัว แบบโดยทฤษฎีบิ๊กแบง นั่นเอง

ย้อนเวลาสู่การกำเนิดเอกภพ

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 นักฟิสิกส์ที่ ห้องปฏิบัตการฟิสิกส์อนุภาคแห่งสหภาพยุโรป หรือ
European Laboratory for Particle Physics (CERN) ได้ประกาศการยืนยัน การค้นพบสถานะใหม่ของสสารที่เรียกว่า ควาร์ก-กลูออนพลาสม่า (Quark-gluon plasma)

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเอกภพของเรานั้นเริ่มต้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Big Bang
จากการคำนวนนักฟิสิกส์ได้ทำนายว่า ที่เวลาประมาณหนึ่งในล้านวินาที หลังจากเกิด Big Bang จักรวาลของเราจะยังอยู่ในสภาพที่ร้อนสสารต่างๆยังมีพลังงานสูงมาก จนยังไม่สามารถที่จะรวมตัวกันเป็นอะตอม หรือแม้แต่อนุภาคเช่นโปรตอนได้ แต่จะอยู่ในรูปของสถานะที่เรียกว่า ควาร์ก-กลูออนพลาสม่า

ควาร์กคือหนึ่งในอนุภาคพื้นฐานที่สุดซึ่งประกอบขึ้นเป็นวัตถุต่างๆ อนุภาคเช่นโปรตอนนั้น เกิดจากการรวมตัวกันของควาร์กสามตัว โดยมี อนุภาคกาวหรือ "กลูออน" (Gluon) ที่ทำหน้าที่เป็นกาว
ยึดควาร์กทั้งหมดให้ติดกันโดยอาศัยแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (Strong interaction)

เราจะไม่พบคว๊ากซ์อิสระตามธรรมชาติการทดลองเพื่อทดสอบการมีอยู่ของควาร์กนั้นทำในห้องแล็ป โดยการเร่งอนุภาคเช่นอิเล็กตรอนให้ชนกับโปรตรอนหรือนิวเคลียสของธาตุอื่นๆที่พลังงานสูงมากๆ ซึ่งจะสามารถแยกควาร์กให้ออกมาจากโปรตอนในช่วงเวลาสั้นๆ และอัตรกริยานิวเคลียร์แบบเข้ม จะทำให้ควาร์กรวมตัวกันเกิดเป็นธาตุชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถตรวจวัดได้


ในอีกสาขาหนึ่งของฟิสิกส์คือวิชาจักรวาลวิทยา (Cosmology) ซึ่งศึกษาธรรมชาติของเอกภพ นักฟิสิกส์พยายามที่จะอธิบายการกำเนิดของเอกภพ โดยอาศัยทฤษฎีที่เรียกว่าทฤษฎีบิกแบง (Big Bang)
นักฟิสิกส์เชื่อว่าเอกภพนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ โดยที่หลังจากการระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15พันล้านปีที่แล้ว
เอกภพได้ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และได้กำเนิดเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
หลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบงที่สำคัญคือการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ที่เรียกกันว่า Cosmic Microwave Background Radiation (CBR) ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อเอกภพเย็นตัวลงหลังจากเกิดบิกแบงแล้วประมาณ 1แสนปี ซึ่งอิเล็กตรอนอิสระถูกโปรตรอนดูดเข้ามาให้โคจร ซึ่งจะปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา อย่างไรก็ตามช่วงเวลาก่อนหน้าการเกิดคลื่น CBR นั้นไม่สามารถที่จะตรวจวัดได้โดยวิธิทางดาราศาสตร์ เนื่องจากไม่มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆสามารถที่จะให้ตรวจสอบได้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสสารต่างในเอกภพที่อยู่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ประกอบด้วยอะตอม แต่เป็นอนุภาคต่างๆวิ่งกันอยู่อย่างอิสระ ยิ่งย้อนเวลากลับไปใกล้บิกแบงเท่าไหร่ อนุภาคต่างๆก็ยิ่งวิ่งเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าในช่วงเวลา 4 pico-second หรือ 4 ในพันล้านของวินาทีหลังจากบิกแบงนั้น เอกภพจะมีพลังงานสูงมากควาร์กจะมีพลังงานสูงพอ ที่จะหลุดออกมาจากโปรตรอน และล่องลอยเป็นอิสระ เกิดเป็น
สถานะที่เรียกว่าควาร์ก-กลูออนพลาสม่า ซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 100000เท่า ของอุณหภูมิที่ใจกลางดวงอาทิตย์ หรือหนึ่งแสนล้านองศาเซลเซียส

เมื่อเอกภพเย็นตัวลงในอีกสี้ววินาทีให้หลัง ที่เวลาประมาณหนึ่งในล้านวินาทีหลังจากบิกแบง อุณหภูมิของเอกภพจะต่ำลงพอที่จะให้ควาร์กรวมตัวกัน กลายเป็นโปรตอน นิวตรอนและอนุภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบเป็นสสารต่างๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน

เนื่องจากสถานะดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพปกติตามธรรมชาติ จึงเป็นที่น่าสงสัยความถูกต้องของทฤษฎีบิกแบง
การค้นพบสถานะควาร์ก-กลูออนพลาสมาในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่า
ควาร์กสามารถแยกออกจากโปรตรอนได้ที่อุณหภูมิสูงมากพอ และทำให้ทฤษฎีบิกแบงน่าเชื่อถือมากขึ้น

http://press.web.cern.ch/Press/Releases00/PR01.00EQuarkGluonMatter.html
http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps2/ps2a4.htm
ข้อมูลจาก http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5612&page=1

กำเนิดโลก
คอลัมน์รู้ไปโม้ด
โดยน้าชาติ ประชาชื่น


อยากทราบเรื่องกำเนิดโลก

ตอบทฤษฎีที่พูดกันอยู่คือ มีการเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงหรือ Big Bang ของกลุ่มดาวขนาดใหญ่ในอวกาศ ทำให้กลุ่มดาวกาแล็กซี่กระจัดกระจายออกจากกัน ซึ่งโลกก็เป็นหนึ่งในดาวนับล้านๆๆที่โคจรอยู่ในระบบสุริยจักรวาล แต่ที่โลกมีสิ่งมีชีวิตเพราะมีปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่ น้ำและออกซิเจน

ข้อมูลคล้ายกันที่เคยตอบ

โลกและดาวนพเคราะห์อื่นๆ ร่วมชะตาเกิดพร้อมๆกันตามสมมติฐานของที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อ เอ็ดวิน ฮับเบิล ค้นพบในปี ค.ศ.1920 พบว่าเมื่อ 15,000 ล้านปีมาแล้ว ในจักรวาลมีการระเบิดอย่างรุนแรงมโหฬารมีก๊าซพวยพุ่งออกมา ภายหลังก็กลายเป็นกาแล็กซี ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ รวมถึงดวงอาทิตย์ โลกและดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Big Bang

ฮับเบิ้ลพบด้วยว่า หลังการระเบิดที่เหมือนกับกระสุนปืนใหญ่แตกออกกลางอากาศนั้น กาแล็กซีทั้งหลายก็เคลื่อนที่หนีออกจากกันอย่างรวดเร็ว กาแล็กซีที่เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด ก็จะอยู่ไกลมากเท่านั้น สำหรับดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์จะมีอายุราว 10,000 ล้านปี ส่วนดาวฤกษ์ที่หนักกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า ก็จะอยู่ได้ 20 ล้านปี สรุปว่าดาวฤกษ์แต่ละดวงจะมีอายุต่างกันไปตามมวลของแต่ละดวง

สำหรับดาวเคราะห์ เช่น โลก ดาวพุธ ศุกร์ อังคาร ฯลฯ ก็เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ที่โคจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง การค้นพบดาวเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พบพร้อมกันทีเดียว แต่ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอาจมีมากกว่า 9 ดวงก็เป็นได้

เพิ่มเติมข้อมูลหลุมดำ

ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง อยากทราบว่าดวงไหนเกิดก่อนเพื่อนและมีอายุยาวนานกว่าเพื่อน แล้วถ้าหากเราพลัดเข้าไปในหลุมดำ ร่างกายของเราจะมีอันตรายอย่างไรบ้าง/ไนซ์ซ่า

ตอบ ต้องย้อนไปถึงเรื่องกำเนิดจักรวาลเลยทีเดียว ตามทฤษฎีล่าสุดที่เชื่อกันนั้น จักรวาลเกิดจากการระเบิดตัวอย่างแรงในกาแล็กซีหรือที่เรียกว่าบิ๊ก แบง (Big Bang) การระเบิดทำให้ดาวต่างๆแตกกระจายออกมาพร้อมๆกัน จะให้บอกว่าดวงไหนเกิดก่อนดวงไหนคงไม่ได้ แต่การค้นพบว่ามีดาวดวงไหนก่อนหลังล่ะก็ยังพอเป็นได้

สำหรับหลุมดำนั้น ยังไม่มีใครเข้าไปถึง เพราะยังเป็นปริศนาแห่งห้วงอวกาศอยู่ แม้ว่าหลังๆนี้จะมีผลการศึกษาไขปริศนาออกมาได้มากแล้วว่า หลุมดำมีสนามแม่เหล็กพลังสูงมาก สามารถดูดกลืนดาวใกล้เคียงเข้าไปได้

(26 พ.ย. 2545)


"คุยกับชัยวัฒน์"

คุณ CEM มีคำถามและความเห็นเกี่ยวกับ Big Bang ดังต่อไปนี้

ถาม : นักวิทยาศาสตร์ในยุคใด หรือท่านใด เป็นผู้เสนอทฤษฎี Big Bang ขึ้นมาเป็นคนแรก และมีการนำเสนอทฤษฎีนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อใดครับ ?

ตอบ : Abbe George Lemaitre พระและนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยียม เป็นผู้เสนอทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang เมื่อปี ค.ศ.1927

Lemitre ได้ความคิดกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang จากการค้นพบโดย Edwin Hubble ว่า จักรวาลประกอบด้วยกาแล็กซีต่างๆ มากมาย และกาแล็กซีต่างๆ ก็กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกัน Lemaitre จึงเสนอเป็นความคิดต่อว่า เป็นไปได้ที่บรรดากาแล็กซีต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกันนั้น จริงๆ แล้ว ก็กำลังเคลื่อนที่ออกจากจุดกำเนิดในอดีตเดียวกัน กล่าวคือ ถ้ามนุษย์สามารถหมุนเวลาย้อนสู่อดีตได้ ก็เป็นไปได้ที่จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในปัจจุบัน มีจุดกำเนิดร่วมกันในอดีต เมื่อประมาณ สองหมื่นล้านปีมาแล้ว (ตัวเลขอายุของจักรวาลในปัจจุบัน คือ ประมาณหนึ่งหมื่นสามพัน หรือหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีในอดีต) กล่าวคือ จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ถอยหลังวิ่งเข้าหาจุดเดียวกัน และจุดกำเนิดเดียวกันนั้น ก็คือ จุดกำเนิดจักรวาลที่รุนแรงเป็นแบบ Big Bang.

ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang ของ Lemaitre ได้รับการปรับปรุงต่อๆ มา โดยนักวิทยาศาสตร์ เช่น George Gamovv และ Stephen Hawking

ถาม : ทฤษฎี Big Bang นี้ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร ? เห็นด้วยหรือไม่ ?

ตอบ : ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล ที่แข่งขันกันมาพักใหญ่ มี 2 ทฤษฎี คือ Big Bang Theory และ Steady State Theory แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะยอมรับ Big Bang Theory มากกว่า...

เหตุผลสำคัญ คือ การขยายตัวของจักรวาล ซึ่ง Edwin Hubble ได้ยืนยันการขยายตัวของจักรวาล ในปี ค.ศ.1929 และการค้นพบพลังงานความร้อนระดับไมโครเวฟที่ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาล ซึ่งคำอธิบายดีที่สุด คือ เป็นพลังงานที่หลงเหลือจาก Big Bang ในอดีตถึงปัจจุบันครับ

ถาม : จากข้อมูลของผมที่ได้รับมา ทฤษฎี Big Bang นี้ และการก่อกำเนิดโลกและจักรวาลนั้น มีมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ถูกบันทึก และตีพิมพ์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณกว่า 1,400 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน หลักฐานดังกล่าวยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ (อ้างอิงข้อมูลจากคัมภีร์กุรอาน เรื่องการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน) โดยเนื้อหาจากหลักฐานดังกล่าว มีความสอดคล้องเรียกได้ว่า เป็นตัวบทของทฤษฎี Big Bang ในปัจจุบัน ก็ว่าได้ ผมขอทราบความเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ด้วยครับ

ตอบ : ผมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นภูมิปัญญาของนักปราชญ์นักคิดในอดีต ซึ่งเมื่อจิตใจสงบ ก็เกิดปัญญา และสามารถจะทั้งวิเคราะห์กับสังเคราะห์เป็นสภาพความเป็นมา ความเป็นไป และความเป็นอยู่ในปัจจุบัน (ขณะนั้น) ได้อย่างลึกซึ้ง และอย่างน่าทึ่ง แต่ขณะเดียวกัน เราในปัจจุบัน ก็ควรจะศึกษาภูมิปัญญาของนักปราชญ์นักคิด และศาสดาทางด้านความคิดในอดีตอย่างวินิจวิเคราะห์ด้วย ไม่เชื่ออย่างงมงาย (ความเชื่ออย่างงมงาย คือ ความเชื่ออย่างไม่ใช้ความคิดใดๆ เชื่อด้วยศรัทธาเพียงอย่างเดียว) และก็ไม่ปฏิเสธเพียงเพราะเป็นความคิดความเข้าใจของมนุษย์ในอดีต

โดยภาพรวม ผมเห็นว่า เป็นภูมิปัญญาของนักคิดนักปราชญ์และศาสดาที่น่ายกย่องครับ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz289.html

ทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายกำเนิดของเอกภพ กล่าวว่า เอกภพเริ่มต้นจากความเป็นศูนย์ ทั้งขนาดและเวลา และมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ ไม่มีเวลา ไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่า เอกภพกำเนิดขึ้นโดยการระเบิดและหลังจากนั้นเอกภพก็เริ่มขยายตัวออก อนุภาคมูลฐาน อะตอม โมเลกุล ต่าง ๆ ค่อย ๆ เกิดขึ้นหลังจากนั้น คาดว่าการระเบิดใหญ่นั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000-20,000 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงอายุของเอกภพด้วย ทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น การขยายตัวของเอกภพ และ การแผ่รังสีพื้นหลังของเอกภพ

ข้อสังเกต
บิกแกงไม่ใช่ลูกไฟที่ระเบิดขึ้นมาในที่ว่างเปล่านะจ้ะ
ทฤษฎีการกำเนิดของเอกภพ
ทฤษฎีการกำเนิดของเอกภพ
มีทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป 2 ทฤษฎี คือ
ทฤษฎีบิกแบง (Big-Bang Theory)
เลอแมแทรด์ เชือว่าในอดีตกาลนานแสนนานมาแล้ว เอกภพมิได้กว้างใหญ่ไพศาลนัก มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4,000 ไมล์ เลอร์แมแทรด์เรีกทรงกลมที่เป็น จุดกำเนิดของสสารนี้ว่า "อะตอมแรกเริ่ม" (Primeval Atom) ซึ่งประกอบด้วยส่วนย่อยของ อะตอมอีกมากมายที่อยู่รวมกันอย่างหนาแน่นมากเป็นพิเศษ มีลักษณะเป็นทรงกลมใหญ่ หรือ อะตอมขนาดยักษ์ อะตอมแรกเริ่มมีนำหนักประมาณ 2 พันล้านตันต่อลูกบาศก์นิ้ว

ในปี พ.ศ.2472 ฮับเบิล (Edwin P.Hubble) ได้ศึกษาสเปกตรัมของดาราจักรต่างๆ 20 ดาราจักร ซึ่งอยู่ไกลที่สุดประมาณ 20 ล้านปีแสง พบว่าเส้นสเปกตรัมได้เคลื่อนไปทางแสงสีแดง ดาราจักรที่อยู่ห่างออกไปจะมีการเคลื่อนที่ไปทางแสงสีแดงมาก แสดงว่าดาราจักรต่างๆ กำลังคลื่นที่ห่างไกลออกไปจากโลกทุกทีทุกทีๆ พวกที่อยู่ไกลออกไปมากๆจะมีการเคลื่อนที่เร็วขึ้น ดาราจักรที่ห่างประมาณ2.5พันล้านปีแสง มีความเร็ว 38,000 ไมล์ต่อวินาที ส่วนพวกดาราจักร ที่อยู่ไกลกว่านี้มีควาเร็วมากขึ้นตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางของดาราจักรและ ความเร็วแห่งการเคลื่อนที่ เรียกว่า "กฎฮับเบิล" ทฤษฎีนี้อาจเรียกว่า "การระเบิดของเอกภพ" (Exploding Universe) ก็ได้ แต่ปัจจุบันนี้ เรียกว่า ทฤษฎีบิกแบง

ยอร์จ กาโมว์ นักวิทยาศาสตร์อเมริกันสัญชาติรัสเซีย เป็นผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีบิกแบง โดยคำนวนว่าขณะที่ระเบิดนั้น อะตอมแรกเริ่มมีอุณหภูมิประมาณ 25,000 ฟาเรนไฮต์ เอกภพเป็นลูกไฟสว่างจ้า หลังจากนั้นอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วมาก ในขณะที่อากาศได้ขยายตัวออกชั่วเวลวเพียง4นาที อุณหภูมิของ เอกภพจะเหลือเพียง 1,000 ล้านองศาฟาเรนไฮต์ เมี่อเวลาผ่านไปถึง 250 ล้านปี อุณหภูมิของเอกภพ จะลดลงไปจากศูนย์ ประมาณ 200 องศา ในระยะหลังนี้เอกภพจะมืดมนจนกลุ่มเมฆของเอกภพแตกตัวเป็น "ดาราจักรแรกเริ่ม" ต่อมาจึงมีดาวเกิดขึ้นอยู่ภายในดาราจักรแรกเริ่มต่างๆเหล่านั้น เอกภพจึงสว่างอีกครั้งหนึ่ง

นักดาราศาสตร์บางคนเชือว่า "อะตอมแรกเริ่ม" ประกอบด้วยรังสีและส่วนย่อยๆของอะตอม ซึ่งมีอุณหภูมิสูงนับเป็นล้านๆองศา แต่มีบางคนเชื่อว่าอะตอมแรกเริ่มอาจประกอบด้วยพลังงาน แต่เพียงอย่างเดียว มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของระบบสุริยะ (80 A.U.) หลังจากระเบิดแล้ว ประมาณ 100 ชั่วโมง พลังงานมหาศาลได้เปลี่ยนรูปไปเป็นส่วนย่อยของอะตอม
ตามทฤษฎีเอกภพของฟรีดมานน์ ซึ่งได้มาจากการประยุกต์ทฤษฎีสัมพัทธภาพจะบอกได้ว่า เอกภพมีจุดเริ่ม ซึ่งก็คือเงื่อนไขเบื้องต้นถึงทฤษฎี สัมพัทธภาพจะบอกไม่ได้ว่าเงื่อนไขข้างต้นนี้มาจากไหน แต่มันก็บอกให้เรารู้ว่า เอกภพเริ่มกำเนิดโดยมีเงื่อนไขเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ไม่ได้ บอกเราว่าเอกภพตอนเริ่มกำเนิดนั้นร้อนหรือเย็น แล้วทำไมกามอฟถึงคิดว่าเอกภพกำเนิดด้วยความร้อนสูง แต่เพื่อที่จะเข้าใจตรงนี้ก็ลองมาคิดกลับดู ว่าทำไมเอกภพที่เย็นจึงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้โลกจะมีธาตุมากมายหลายชนิด เมื่อดูทั้งเอกภพจะเห็นว่าเกือบทั้งหมดเป็นธาตุไฮโดรเจน เพราะว่า ไฮโดรเจนประกอบขึ้นจากโปรตอนและอิเลคตรอน เราก็จะบอกได้ว่าตอนที่เอกภพกำเนิดและมีขนาดเล็กมาก อิเลคตรอนจะรวมเข้าไปในโปรตอนกลาย เป็นนิวตรอน นั่นก็คือเอกภพที่เย็น ในช่วงแรกจะเต็มไปด้วยนิวตรอนและเมื่อเอกภพขยายตัวขึ้น นิวตรอนจะสลายตัวแบบเบต้า กลายเป็นโปรตอนและ อิเลคตรอน โปรตอนนั้นจะทำปฏิกิริยารวมตัวกับนิวตรอนกลายเป็นตัว ทีเรียม (ไฮโดรเจนหนัก) และดิวทีเรียมจะรวมตัวกับนิวตรอนเป็น ไตรเทียม ซึ่งจะสลายตัวแบบเบตา กลายเป็นฮีเลียม 3 และเมื่อนิวตรอนอีกตัวรวมกับฮีเลียม 3 ก็จะได้อะตอมฮีเลียม และปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็จะเกิดต่อกันไป ธาตุหนักต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นในเอกภพต่อๆ กันไปเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นในเอกภพมีไฮโดรเจน 75% ฮีเลียม 24% และอีก 1% เป็นธาตุอื่นๆ นั่นก็คือเกือบทั้งหมดเป็นธาตุเบาสองธาตุ คือ ไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งขัดกับสมมติฐานของเอกภพเย็นข้างต้น เพราะฉะนั้นกามอฟจึงคิดว่าเพื่อให้ ขั้นตอนการเกิดธาตุหนักไม่ติดต่อกันไป จะต้องคิดว่าเอกภพเมื่อกำเนิดนั้นมีอุณหภูมิสูงมาก ถ้าเอกภพร้อนถึงจะเกิดปฏิกิริยารวมตัวกัน แต่เพราะร้อน กันออกอีกและก็อธิบายได้ว่าทำไมธาตุหนักจึงหยุดแค่ฮีเลียมเท่านั้น และนี่ก็คือที่มาของความคิดสมมติฐานเอกภพบิกแบงของกามอฟ โดยที่ขอเน้นว่า กามอฟไม่ได้บอกว่าบิกแบงเป็นต้นเหตุของการขยายตัวของเอกภพเลย เพียงแต่บอกว่าเพื่อที่จะอธิบายกำเนิด และปริมาณธาตุในเอกภพ เอกภพจะต้องเกิดด้วยบิกแบงเท่านั้น

เอกภพบิกแบงได้กลายเป็นโมเดลมาตรฐานของเอกภพ
สิ่งที่ตื่นเต้นล่าสุดกับการกำเนิดของเอกภพก็คือความรู้ที่ว่ากำเนิดที่แท้จริงของเอกภพไม่ใช่บิกแบง (การระเบิดใหญ่) แต่มีเหตุการณ์หลายขั้นตอนเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น และเมื่อย้อนเวลาขึ้นไปอีกเราก็ได้รู้ว่าเอกภพเกิดขึ้นมาจาก ศูนย์ เมื่อคิดจากสามัญสำนึกธรรมดา ก็ไม่น่าจะแปลกอะไรเลย แต่เมื่อคิดย้อนกลับจากปัจจุบันไปสู่อดีตเราจะพบกับเอกภพที่มีทั้งสภาพ ที่มีความหนาแน่นและความร้อนสูงเป็นอนันต์ (ซึ่งฮอว์คิงและเพนโรสเรียกสภาพนี้ว่าจุดซิงกูลาริตี) ซึ่งในสภาพนั้นเราจะไม่สามารถบอกได้ (ทางทฤษฎี) เลยว่าก่อนหน้านั้นเอกภพมีความเป็นมาอย่างไร นั่นก็คือเท่าที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้ได้ง่ายนักว่าเอกภพเกิดมาจาก ศูนย์ ตราบใดที่พิสูจน์ทางทฤษฎีไม่ได้ ถึงจะเชื่อก็บอกไม่ได้ แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถบอกได้แล้ว นั่นก็แสดงว่า (มนุษย์) ได้สามารถตีผ่านจุดซิงกูลาริตีได้แล้ว ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้น

ทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดและความเป็นมาของเอกภพเป็นสาขาวิจัยสำคัญอันหนึ่งของดาราศาสตร์ ทฤษฎีเอกภพนั้นดั้งเดิมมีรากฐานมาจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์ ทฤษฎีนี้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับเอกภพของเราก้าวหน้าอย่างมากก็จริง แต่ทางทฤษฎีนี้ก็มีจุดอ่อนที่สำคัญ จุดหนึ่งเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพ ตราบใดที่คิดจากฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพ เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพได้เลย เพราะฉะนั้นในสมัยก่อนถ้าเราถามนักวิทยศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเอกภพว่า เอกภพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? ผู้ถูกถามมักจะกระอักกระอ่วนแล้วก็ตอบแบบห้ามถามต่อว่า มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ นั่นก็คือไม่มีใครตอบได้นั่นเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทฤษฎ๊ของอนุภาคพื้นฐานที่จำเป็นมากในการคิดเกี่ยวกับกำเนิดเอกภพ ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ช่วยให้เราสามารถพบทางแก้ปริศนาของเอกภพแนวทางใหม่นี้ได้ เหตุผลที่ทฤษฎีของอนุภาคพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะเอกภพซึ่งปัจจุบัน กว้างใหญ่ไพศาลนั้น ตอนที่กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างยังรวมตัวอัดแน่น ทั้งความหนาแน่นและอุณหภูมิจะสูงเป็นอนันต์ ในสภาพเช่นนั้นสสารทั้งหลาย จะแยกตัวออกเป็นอนุภาคพื้นฐานที่สุดในระดับควาร์ก และนี่ก็คือเหตุผลที่ทฤษฎีอนุภาคพื้นฐานต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในการศึกษาเกี่ยวกับกำเนิดของ เอกภพ


ประวัติการศึกษาการกำเนิดของเอกภพ เริ่มจากไอน์สไตน์
เราอาจกล่าวได้ว่าการศึกษาเอกภพปัจจุบันนั้นมีต้นกำเนิดรากฐานมาจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของ ไอน์สไตน์ ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่ทำให้เกิด การศึกษาเกี่ยวกับเอกภพนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ แทนที่จะเป็นเพียงความเชื่อหรือศาสนา ซึ่งก่อนหน้านั้นเรามักจะคิดเพียงว่าเอกภพเป็นสถานที่ให้ดาว และกาแลกซี่อยู่ ไม่ได้เป็นจุดสำคัญของการศึกษาค้นคว้า ในปี 1917 ไอน์สไตน์ได้ใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพในการศึกษาเกี่ยวกับเอกภพ ที่จริงในปี 1917 เป็นเพียงปีเดียวให้หลังจากที่เขาประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขาเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าเขาเริ่มสนใจการศึกษาเอกภพทันที่ที่ทฤษฎีของเขาเสร็จ นั่นเอง เขาคงอยากรู้เกี่ยวกับเอกภพอย่างแรงกล้าอยู่แล้วและอาจกล่าวได้ว่า เพราะความอยากรู้เกี่ยวกับเอกภพจึงทำให้เขาสามารถค้นพบและสร้าง ทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ในตอนแรกๆ ไอน์สไตน์ได้ใช้ทฤษฎีของเขากับโมเดลเอกภพที่หยุดนิ่ง สม่ำเสมอ เหมือนกันทุกทิศทาง ซึ่งก็คือโมเดลของเอกภพ ปิด สม่ำเสมอและเหมือนกันทุกทิศทาง ซึ่งหมายความว่าถ้าดูในบริเวณแคบๆ ของเอกภพอาจจะมีโลก มีดาวเสาร์ ฯลฯ แต่เมื่อดูในวงกว้างขวางแล้ว ไม่ว่าจะมองไปทิศทางไหน เอกภพจะเหมือนกันทั้งหมด ไม่มีที่ไหนที่จะพิเศษกว่าที่อื่น ปัจจุบันเราเรียกความคิดนี้ว่า กฎของเอกภพ ซึ่งเป็นความคิด พื้นฐานอันหนึ่งในการศึกษาเอกภพในปัจจุบัน แล้วผลของการคำนวณปรากฏออกมาตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ ไอน์สไตน์พบว่าตามโมเดลเอกภพที่ปิดนี้ เอกภพจะหดตัว แทนที่จะหยุดนิ่งอย่างที่คิดไว้ ซึ่งที่จริงแล้วนี่เป็นสิ่งที่พอคาดคะเนได้ เพราะทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้น ที่จริงก็คือการขยาย ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน ถ้าในเอกภพมีมวลสารอยู่อย่างสม่ำเสมอ มันจะดึงดูดซึ่งกันและกันเข้าหากัน ซึ่งก็คือเอกภพจะหดตัวนั่นเอง

ตามทฤษฎีเอกภพของไอน์สไตน์ เอกภพไม่มีกำเนิด
เอกภพจะหดตัวและสลายไปไม่ได้ เพราะสมัยนั้นเชื่อกันว่า เอกภพเป็นสิ่งที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์และจะยั่งยืนตลอดไปในอนาคต ไอน์สไตน์เอง ก็เชื่อเช่นนั้น แต่เพื่อแก้ปัญหานี้ ไอน์สไตน์ได้เพิ่มตัวแปรเอกภพเข้าไปในทฤษฎีของเขา โดยหวังว่ามันจะช่วยให้ผลทางทฤษฎีที่ออกมาจะไม่ทำให้เอกภพ หดตัว เพราะตัวแปรเอกภพที่จะทำให้เกิดแรงต้านแรงโน้มถ่วงต่อแรงโน้มถ่วงของนิวตันและสมดุลกันไม่ให้เอกภพหดตัว แต่ไอน์สไตน์เพิ่มตัวแปร เอกภพนี้เข้าไปในทฤษฎีโดยที่เป็นเทคนิคทางทฤษฎีเท่านั้น และนี่ก็คือทฤษฎีโมเดลเอกภพหยุดนิ่ง ซึ่งไอน์สไตน์ประกาศในปี 1917 และเป็นทฤษฎีที่ เอกภพจะไม่ขยาย จะไม่หด แต่จะคงที่ ตามทฤษฎีเอกภพนี้เอกภพจะมีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์และจะยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิด ถึงกำเนิดของเอกภพ นั่นก็คือทฤษฎีอันแรกเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพก็คือทฤษฎีของของไอน์สไตน์ที่ว่าเอกภพไม่มีกำเนิด แต่ในปี 1922 นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ทฤษฎีชาวรัสเชียชื่อ ฟรีดมานน์ ได้คำนวณเกี่ยวกับเอกภพโดยใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ พบว่าเอกภพจะไม่คงที่ แต่จะต้องขยายหรือไม่ก็หด อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเขาได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพคำนวณเกี่ยวกับเอกภพที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เอกภพที่หยุดนิ่งและในปี 1929 นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ ฮับเบิล ได้สำรวจด้วยกล้องโทรทัศน์ที่หอดาราศาสตร์วิลสันแห่ง แคลิฟอร์เนียพบว่า เอกภพนั้นกำลังขยายตัวไม่ได้หยุดนิ่ง

http://board.dserver.org/w/wwwt/00000052.html

ฮับเบิลพบว่า ความเร็ว แปรผันตามระยะทาง
ยิ่งกาแลกซี่ที่ไกลอยู่มากขึ้น เราจะวัดได้ว่ามันวิ่งออกไปจากเราเร็วมากขึ้น
V = kD, D = ระยะทาง, V = ความเร็ว
ค่าคงที่ k ไม่ได้คงที่นะครับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่เท่ากัน (จากข้างบนนะครับ เนื่องจากแรงดูด มันจะเคลื่อนช้าลงๆ)

ที่เขาแบ่งๆกํนง่ายๆ ก็มี 3 แบบ
1. จักรวาลมีสสารเหลือเฟือ ศักย์มากกว่าจลน์ กาแลกซี่เคลื่อนเคลื่อนออกจากกัน จนถึงระยะหนึ่งแล้วหยุดแล้วจะเริ่มกลับเข้ามาหากันใหม่
2.พอดีๆ เคลื่อนไปหยุดที่ระยะอนันต์
3.สสารน้อย เคลื่อนออกไปเรื่อยๆๆๆๆ

สิ่งที่จะทำให้เรารู้ได้ว่าจักรวาลนี้เป็นแบบไหนใน 3 แบบ ก็คือค่า Hubble Constant

การวัดค่า Hubble Constant ก็ทำได้หลายแบบครับ แบบหนึ่งที่ตอนนี้น่าตื่นเต้น คือการวัดจาก CMB (cosmic mrcrowave background)

ที่นี่มี VSA (very small array) ที่ใช้ศึกษา CMB โดยตรง (ผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขาหรอกครับ) เพิ่งจะได้ผลการทดลองมานิดหน่อยเมื่อเดือนที่แล้ว น่าสนใจดีครับ ถ้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร ผลเป็นอย่างไร.... อืม ว่างๆ ผมจะมาเล่าสู่กันฟัง
การสร้าง model ของเอกภพนั้นหลักๆมาจากสมมุติฐานที่ว่า
1. หากเรามองจากจุดๆหนึ่ง ในเอกภพแล้วมองไปยังทิสทางใดๆจะเห็นลักษณะเหมือนกันหมด
2. ไม่ว่าจะมองจากจุดใดๆ ในเอกภพก็จะเห็นเหมือนกันหมด
จากข้อสมมุติฐานก็แสดงว่าเอกภพไม่มีขอบ ไม่เช่นนั้นหากมองจากขอบก็จะเห็นความว่างเปล่าซึ่งไม่เหมือนกับการมองในบริเวณอื่น
การสร้าง model ของเอกภพนั้นจะใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งมวลจะกำหนดความโค้งของ space ในเอกภพส่งผลให้แสงเดินทางโค้งไปโค้งมาไม่สามารถหลุดออกไปจากเอกภพได้ จึงถือได้ว่า เอกภพนั้นจำกัด(แต่ไม่มีขอบ) และเนื่องจากแสงที่โค้งไปมานั้นเดินทางไปทั่วเอกภพนั้นจึงทำให้เรงมองเห็นเอกภพเหมือนกันทุกมุมมองแต่จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อเอก็กภพเกิดมานานมากๆ ซึ่งปัจจุบันเราพบว่าเอ็กภพมีอายุไม่นานนัก model ข้างต้นจึงไม่สมบูรณ์ จึงได้มีการพัฒนา model ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับกับสังเกตุมากขึ้น แต่ model นี้ก็มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานสำหรับคุณ a ได้ครับเพราะในหลักการแล้วไม่ได้แตกต่างอะไร
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=9259


หากคุณมีรูป หรือ Clip VDO เด็ดๆ (Link ก็ได้) ส่งมาแบ่งให้เพื่อนๆชมได้ที่ forward@jabchai.com ครับ

Send to a friend ส่งต่อให้เพื่อน

Share On Facebook


 
 

                 
กดคะแนนเพื่อ Comment ได้ทันที คลิ๊ก

 
 
Click to see all comments
คะแนนโหวตเฉลี่ย 9.2
จากจำนวน 65 ความคิดเห็น
กดเพื่อดูความคิดเห็นทั้งหมด
 

Home  |  VDO Clips  |  Funny Pics  |   Unbelieve  |   Stories  |   Flash  |  Food  |   Pets  |   Love  |   Nightlife  |   กระทู้รวมมิตร  
VDO IT  | Technology  |  Music  |   Kids  |  Dream Girls  |  Movies  |  3D Virtual Tourกระทู้ IT  |   ติดต่อโฆษณา


eXTReMe Tracker